9 - 24 กันยายน 2557
Rainy Shopping Fest
สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับ อยุธยาซิตี้พาร์ค จัดงาน “เทศกาลวันแม่” จึงขอเชิญชวนลูกทุกคน ร่วมอุดหนุนผลิตภัณฑ์ดอกมะลิ ชั้น 1 หน้าร้าน ยามาซากิ อยุธยาซิตี้พาร์ค
 
--------------
 
14 กันยายน 2557
ขอเชิญนักปั่นจักรยานทุกท่านเข้าร่วมการแข่งขันปั่นจักรยานแรลลี่ครั้งที่ 2
ณ อำเภอบางปะอิน โดยกระทรวงสาธารณสุขและกรมอนามัย ร่วมกับ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ขอเชิญนักปั่นจักรยานทุกท่านเข้าร่วมการแข่งขันปั่นจักรยานแรลลี่ "วัด วัง วิว" สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ TEL.035-262099
 
 
--------------
 
17 กันยายน 2557
นัดพบแรงงาน
สำนักงานจัดหางานจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เปิดโอกาสให้ผู้ที่กำลังมองหางาน ต้องการสมัครงาน หรือมีความประสงค์จะเปลี่ยนงาน ถือเอกสารการสมัครงานมา พร้อมรูปถ่าย 1 นิ้ว และสัมภาษณ์งานโดยตรงกับบริษัทต่างๆ เปิดรับสมัครกว่า 2,000 อัตราในวันเดียว บริเวณ ชั้น 2 หน้า Food Park อยุธยาซิตี้พาร์ค
 
 
--------------
 
18 กันยายน 2557
พิสูจน์เรื่องกรรมและการเวียนว่ายตายเกิด
ขอเชิญเหล่ากัลยาณมิตร ร่วมสวดมนต์นั่งสมาธิและฟังธรรม ในกิจกรรม “ชีวิตเปี่ยมสุข” โดยนิมนต์ พระอาจารย์ชาญชัย อธิปญฺโญ ร่มอารามธรรมสถาน จ.ปทุมธานี มาชี้แนะทางธรรม “พิสูจน์เรื่องกรรมและการเวียนว่ายตายเกิด” ให้กับพุทธศาสนิกชน ตั้งแต่เวลา 13.30 น. เป็นต้นไป ที่ชั้น 2 หน้า Food Park อยุธยาซิตี้พาร์ค
 
--------------
 
19 กันยายน 2557
ขอเชิญร่วมงานวันประมงแห่งชาติ ระดับประเทศ ครั้งที่ 31 ประจำปี 2557
กรมประมง ร่วมกับสำนักงานประมงจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ขอเชิญร่วมงานวันประมงแห่งชาติ ระดับประเทศ ครั้งที่ 31 ปี 2557 ณ ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เวลา 08.00 - 12.00 น.
 
 
--------------
 
20 กันยายน 2557
อยุธยาซิตี้พาร์ครวมใจให้ชีวิต
เหล่ากาชาดจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ,โรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยา และอยุธยาซิตี้พาร์คร่วมกันจัดกิจกรรมบริจาคโลหิต รับบริจาคดวงตา อวัยวะ เพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ เตรียมร่างกายมาให้พร้อม เริ่มบริจาคกันได้ ตั้งแต่เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป บริเวณชั้น 2 หน้า Food Park อยุธยาซิตี้พาร์ค
 
 
--------------
 
23 กันยายน 2557
ศึกอยุธยาซิตี้พาร์คยอดมวยโลก WBA – PABA
มูลนิธิมิราเคิล ออฟไลฟ์, บริษัท แกแล็คซี่ บ๊อกซิ่ง โปรโมชั่น, บริษัท สปอร์ต มิวสิค กรุ๊ป จำกัด, บริษัท โกลเด้นท์ แกลลอรี่ จำกัด, สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 และอยุธยาซิตี้พาร์คร่วมกันระเบิดศึกความมันส์ใน “ศึกอยุธยาซิตี้พาร์คยอดมวยโลก WBA – PABA” กับมวยคู่เอก ฉัตรเพชร ศิษย์หมอเส็ง แชมป์มินิซุปเปอร์ฟลายเวทมวลโลกชาวไทย VS เอนิส เซียฟิน รองแชมป์โลกชาวอินโดนีเซีย ในศึกอยุธยาซิตี้พาร์ค ยอดมวยโลก WBA – PABA ณ เวทีมวยชั่วคราว ชั้น 2 หน้า Food Park
 
--------------
 
27 กันยายน – 8 ตุลาคม 2557
Ayutthaya City Park Auto Show 2014
สุดยอดมหกรรมยานยนต์ ที่สุดแห่งความทันสมัย จากหลากหลายค่ายรถ พร้อมจัดแสดงรถยนต์นำเข้าทั้งในและต่างประเทศ อุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์และเครื่องเสียงชั้นนำ ให้คุณได้สัมผัส อาทิ Honda, Mitsubish,i Hundai, Ford, Vespa, Subaru, Isuzu, Mazda, Chevrolet, Nissan, Toyota, Suzuki, Benz, Ssangyong และ BMW ชั้น 1 แกรนด์ฮอลล์
 
--------------
 
27 กันยายน – 8 ตุลาคม 2557
Ayutthaya City Park Bike Week 2014
จุดนัดพบ ของคนรักจักรยาน ที่คุณไม่ควรพลาด จัดแสดงและจำหน่ายจักรยาน อาทิ เสือภูเขา เสือหมอบ ไฮบริด ทัวร์ริง ฟิกซ์เกียร์ ครุยเซอร์ จักรยานไฟฟ้า อะไหล่จักรยาน อุปกรณ์ตกแต่ง แว่นตา กางเกงจักรยาน เสื้อจักรยาน กระเป๋าติดจักรยาน ผ้าบัฟผ้าปิดจมูก ปลอกแขน และอุปกรณ์ปะยาง ชั้น 1 หน้าห้างทอง เยาวราชกรุงเทพ
 
--------------

 
 
blog counter

พระราชวังบางประอิน

คิมหันต์อุทยานแห่งแรกขององค์ยุว
       ในบรรดาพระราชวังทั้งหมดที่สร้างขึ้น ตลอดช่วงรัชสมัยอันยาวนานกว่าสี่ทศวรรษ ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น "พระราชวังบางปะอิน"ถือว่าเป็นสถาปัตยกรรมที่รับเอาอิทธิพลตะวันตกเข้ามารุ่นแรกสุด เพราะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นในปี ๒๔๑๕ เมื่อทรงมีพระชันษาเพียง ๑๙ พรรษา หลังจากเสด็จครองราชย์ได้แค่ ๔ ปีเท่านั้น
      พระราชวังบางปะอินได้รับแรงดาลใจ มาจากพระราชวังทรงยุโรปที่เคยทอดพระเนตร ณ กรุงปัตตาเวียอย่างไม่ต้องสงสัย เนื่องจากปีที่เริ่มก่อสร้างพระราชวังบางปะอินนั้น เป็นปีรุ่งขึ้นภายหลังจากการเสด็จประพาสชวา และสิงคโปร์ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๔ เพียงปีเดียว
      ฉะนั้นพระราชวังบางปะอินจึงเป็นสถาปัตยกรรมที่ค่อนข้างบริสุทธิ์ ตอบสนองความใฝ่ฝันขององค์ยุวกษัตริย์ที่ปรารถนาจะยกระดับประเทศขึ้นสู่ความเป็น "ศิวิไลซ์" ทัดเทียมโลกตะวันตกรวมทั้งเพื่อนบ้าน บนเงื่อนไขของการที่ยังไม่เคยเสด็จประพาสยุโรปมาก่อน (ผิดกับการก่อสร้างพระราชวังดุสิตในตอนปลายรัชกาล) อีกทั้งยังไม่ได้มีการจ้างวานนายช่างชาวตะวันตกให้มาทำงานในราชสำนักสยาม (ผิดกับพระที่นั่งอีกหลายองค์ในช่วงกลางรัชกาล) การกำเนิดพระราชวังบางปะอิน จึงเป็นไปในลักษณะของการมอบหมายให้บริษัทรับเหมาของชาวต่างชาติ ซึ่งมีเพียงไม่กี่รายในยุคนั้น เป็นผู้ดำเนินการออกแบบและก่อสร้าง บริษัทนี้มีชื่อว่า Grassi Brothers & Co. มีนายโจคิม หรือจาโคโม กับนายอันโตนิโย กราซี สองพี่น้อง ซึ่งตั้งห้างอยู่ที่ฝั่งธนบุรีใกล้กับปากคลองสาน โดยพวกเขามีประสบการณ์ในสยามมาแล้วเป็นเวลา ๒ ปี ก่อนหน้าที่จะได้รับการไว้วางพระราชหฤทัย ให้ดำเนินการก่อสร้างพระราชวังบางปะอิน
      สัญชาติของพี่น้องตระกูลกราซีนี้ค่อนข้างคลุมเครือ เนื่องจากพวกเขาพูดภาษาอิตาเลียน และมีความเจนจัดในรูปแบบสถาปัตยกรรมของอิตาลีมากเป็นพิเศษ แต่แดนเกิดนั้นอยู่ในรอยต่อระหว่างจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี ซึ่งต่อมาตกเป็นของอิตาลี (ปัจจุบันกลายเป็นส่วนหนึ่งของสโลเวเนีย) เมื่อแรกเข้ามายังกรุงสยามพวกเขาถือสัญชาติออสเตรียน แต่แล้วในที่สุดก็ได้โอนสัญชาติเป็นคนบังคับของฝรั่งเศสเนื่องด้วยเหตุผลทางธุรกิจ อย่างไรก็ดี ในความรู้สึกของชาวไทยสมัยนั้น ยังคงมองว่าพี่น้องตระกูลนี้เป็นนายช่างอิตาเลียนอยู่นั่นเอง เห็นได้จากการเรียกพวกเขาว่า "ซินยอร์กราซี"
      ผลงานของซินยอร์กราซีในพระราชวังบางปะอิน ปรากฏอยู่ที่พระที่นั่งวโรภาษพิมาน สภาคารราชประยูร ประตูเทวราชครรไล และพระที่นั่งฝ่ายในบางองค์ รวมทั้งวัดนิเวศธรรมประวัติ บนเกาะบางปะอินอีกฟากหนึ่ง ส่วนที่เหลือเป็นพระที่นั่งทรงไทยประเพณี จีน ญี่ปุ่น และแบบผสม ซึ่งเป็นผลงานของนายช่างคนอื่น
      เนื่องจากพระราชวังบางปะอินประกอบด้วยพระที่นั่งมากมายหลายหลัง ในตอนแรกนี้ขอนำเสนอพระที่นั่งหลักสามหลังก่อน อันได้แก่ พระที่นั่งไอศวรรย์ทิพย์อาสน์ พระที่นั่งวโรภาษพิมาน และพระที่นั่งอุทยานภูมิเสถียร
 
 
พระที่นั่งไอศวรรย์ทิพย์อาสน์ Master Piece ของเครื่องไม้ไทย 
พระที่นั่งแห่งนี้อาจถือได้ว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งความภาคภูมิใจ ของงานช่างไทย จัดเป็นงานชิ้นเยี่ยมระดับ Master Piece แห่งกรุงรัตนโกสินทร์เลยทีเดียว เคยได้รับการจำลองแบบไปแสดงในงานมหกรรมนานาชาติ (Expositions Universelles) ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๑ ซึ่งนาน ๆ ทีสถาปัตยกรรมแถบอุษาคเนย์จะได้รับคัดเลือกให้ไปร่วมงานระดับโลกเช่นนี้
      ไอศวรรย์ทิพย์อาสน์เป็นพระที่นั่งที่ปลูกสร้างใหม่กลางสระน้ำ ภายใต้ชื่อเดิมถึงสามครั้งสามคราว คราวแรกในรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง แห่งกรุงศรีอยุธยา เมื่อปี ๒๑๗๕ พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระที่นั่งไอศวรรย์ทิพย์อาสน์ขึ้น เพื่อเฉลิมฉลองการที่พระราชเทวีประสูติพระนารายณ์ราชกุมาร มูลเหตุแห่งการทรงเลือกเอา "เกาะบางนางอิน" หรือ "บางปะนางอิน" ซึ่งตั้งอยู่ทางใต้ของราชธานีศรีอยุธยามาเป็นพระราชนิเวศน์นั้น เนื่องมาจากพระเจ้าปราสาททองประสูติบนเกาะนี้ (ทรงเป็นพระราชโอรสของสมเด็จพระเอกาทศรถ กับหญิงชาวบ้านชื่อนางอิน)
      คราวที่ ๒ เป็นการบูรณปฏิสังขรณ์ใหม่ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในปี ๒๓๙๔ เมื่อตอนเสด็จประพาสราชธานีเก่าอยุธยา พระองค์ทรงสังเวชสลดพระราชหฤทัยในสภาพของเกาะที่ถูกลืม พบซากวังเก่าถูกทิ้งร้างรกเรื้อ บนเกาะบางนางอินอยู่นานกว่าสองศตวรรษ นับแต่ครั้งเสียกรุง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้แผ้วถางขุดลอกสระ และก่อสร้างปราสาทเครื่องไม้ขึ้นใหม่ทับที่องค์ก่อน ภายใต้พระนามเดิมว่า "ไอศวรรย์ทิพย์อาสน์"
 ทว่าพระที่นั่งไอศวรรย์ทิพย์อาสน์องค์ที่เห็นในปัจจุบัน เป็นผลงานที่สร้างขึ้นใหม่อีกครั้งภายใต้พระราชบัญชาขององค์ยุวกษัตริย์ รัชกาลที่ ๕ เมื่อปี ๒๔๑๙ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รื้อพลับพลาไม้องค์เก่าออก แล้วขยายสระน้ำนอกกำแพงพระราชวังชั้นในให้กว้างใหญ่ขึ้น จากนั้นจึงปลูกพลับพลาโถงเครื่องไม้หลังใหม่ ขนาดใหญ่กว่าเดิมกลางสระน้ำ เฉลิมพระนามเดิมว่า พระที่นั่งไอศวรรย์ทิพย์อาสน์
      รูปแบบสถาปัตยกรรมของพระที่นั่งกลางน้ำหลังนี้ จำลองแบบมาจากพระที่นั่งอาภรณ์ภิโมกข์ปราสาท ตั้งอยู่นอกกำแพงแก้วใกล้พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง (เป็นพลับพลาที่ใช้ในการส่งเสด็จและใช้ในการโสกันต์) ซึ่งสร้างในสมัยรัชกาลที่ ๔ ถือว่ามีความงามเป็นเลิศทั้งด้านทรวดทรงและรายละเอียดการตกแต่งทางสถาปัตยกรรม กล่าวคือมีลักษณะเป็นพลับพลาโถงแบบปราสาทจตุรมุขลดชั้น หลังคาเป็นเครื่องยอดทรงมณฑปจอมแห
      เดิมในสมัยรัชกาลที่ ๕ ทรงใช้พระที่นั่งองค์นี้เป็นที่บำเพ็ญพระราชกุศลและประทับพักผ่อน ปัจจุบันใช้เป็นที่ประดิษฐาน พระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หล่อด้วยสำริด ฉลองพระองค์เต็มยศจอมพลทหารบก ขนาดเท่าองค์จริง
      ณ วันนี้พระที่นั่งไอศวรรย์ทิพย์อาสน์ ได้กลายเป็นจุดเด่น หรือสัญลักษณ์สำคัญที่สุดยามเอ่ยถึงพระราชวังบางปะอิน เนื่องจากเป็นสถาปัตยกรรมไทยเพียงหลังเดียว ที่ตั้งอยู่อย่างโดดเด่นท่ามกลางภูมิทัศน์อันร่มรื่น ของมวลพฤกษชาติ กอปรด้วยไม้มงคลและไม้ผล ได้แก่ ต้นประดู่ขนาดใหญ่อายุร้อยปีกว่า และต้นมะม่วง นอกจากนี้ฉากหลังยังรายล้อมด้วยสถาปัตยกรรมแบบ

พระที่นั่งวโรภาษพิมาน จากวิหารกรีกสู่ท้องพระโรง
ถัดจากประตูเทวราชครรไลเข้ามาสู่เขตพระราชฐานชั้นนอก จะพบสถาปัตยกรรมแบบยุโรปทาสีส้มแซมเขียวหลังงามองค์หนึ่ง จัดเป็นพระที่นั่งประธานท่ามหมู่พระที่นั่งทั้งหมดในพระราชวังบางปะอิน เป็นผลงานการออกแบบและก่อสร้างของนายช่างอิตาเลียนนาม ซินยอร์กราซี (มิสเตอร์กราซี) ซึ่งดำเนินการก่อสร้างจนแล้วเสร็จเมื่อปี ๒๔๑๙ พร้อม ๆ กับพระที่นั่งไอศวรรย์ทิพย์อาสน์
      ซินยอร์กราซีเลือกเอาศิลปะนีโอคลาสสิก ในรูปแบบนีโอเรอเนซองซ์ ซึ่งกำลังได้รับความนิยมอยู่ทั่วโลกในขณะนั้น มาใช้กับพระที่นั่งองค์นี้ หัวใจของสถาปัตยกรรมสมัยนีโอคลาสสิกก็คือ การหวนกลับไปเลียนแบบความรุ่งโรจน์แห่งอดีตในยุคคลาสสิก "กรีก-โรมัน" ดังปรากฏที่มุขด้านหน้าของพระที่นั่งได้ทำเลียนแบบวิหารของกรีกสมัยเฮเลนนิสติก (หรือกรีกตอนปลาย) นั่นคือการใช้หัวเสาแบบโยนิก (ตกแต่งด้วยวงโค้งก้านขด) และหัวเสาแบบคอรินเธียน (เป็นรูปใบอะคันธัสซ้อนกันหลายชั้น) รองรับหน้าบันรูปสามเหลี่ยมหน้าจั่ว ในขณะเดียวกันก็ได้มีการนำเอาศิลปะเรอเนซองซ์สกุลช่างฝรั่งเศส มาผสมผสานด้วยในส่วนของหอคอยขนาดย่อมที่มีหลังคาทรงพีระมิดตัด ปลายยอดเป็นมงกุฎซึ่งประดับอยู่ตามมุมอาคาร ทั้งนี้ซินยอร์กราซีคงเห็นว่า ลำพังเพียงแค่ชาลามุขแบบนีโอคลาสสิกกรีกนั้น ยังดูไม่หรูหราพอสำหรับสถานภาพของ "ท้องพระโรง"
      พระที่นั่งวโรภาษพิมานมีความสูงเพียงชั้นเดียว ลักษณะเป็นห้องโถงแบบใช้รับรองแขก ปัจจุบันยังคงใช้เป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ในคราวเสด็จแปรพระราชฐาน
      สำหรับการตกแต่งภายในของพระที่นั่งวโรภาษพิมานนั้น เป็นผลงานการออกแบบของหม่อมเจ้าประวิช ชุมสาย ภายในมีสิ่งที่น่าดูน่าชมคือ อาวุธโบราณ ตุ๊กตาหินสลักด้วยงานฝีมือประณีต ภาพเขียนสีน้ำอิงพระราชพงศาวดาร ภาพเขียนจากวรรณคดีไทยเรื่อง อิเหนา พระอภัยมณี สังข์ทอง จันทโครพ และสิ่งประดับอันล้ำค่ายิ่ง ได้แก่ แจกันสลับสีเขียนลายทองขนาดใหญ่ฝีมือช่างชิ้นเอกอุของญี่ปุ่น เกาหลี ซึ่งล้วนเป็นของบรรณาการแด่องค์ยุวกษัตริย์ทั้งสิ้น

พระที่นั่งอุทยานภูมิเสถียร อาลัยชาเลต์สวิส
ถัดจากพระที่นั่งวโรภาษพิมานเข้ามาทางด้านตะวันออกของสระ จะพบพระที่นั่งขนาดใหญ่ชื่อว่า "อุทยานภูมิเสถียร" ซึ่งเป็นพระที่นั่งอีกองค์หนึ่งที่มีประวัติการสร้างใหม่ ทับซ้ำพระที่นั่งองค์เดิมหลายครั้งหลายครา
      คราวแรกสุดเคยมีลักษณะเป็นเรือนไม้สองชั้นแบบชาเลต์สวิส ซึ่งองค์ยุวกษัตริย์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนเรศวรฤทธิ์ออกแบบเมื่อปี ๒๔๒๐ เพื่อใช้เป็นที่ประทับพักผ่อน ในช่วงต้นรัชกาลองค์ยุวกษัตริย์ เสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐาน มาประทับที่นี่ปีละถึงสามครั้ง
      นอกจากนี้ยังโปรดให้ใช้เป็นที่รับรองพระราชอาคันตุกะจากต่างประเทศอีกด้วย อาทิ ใช้รับรองดุ๊กและดัชเชสโยฮัน อัลเบรตแห่งเยอรมนี และแกรนด์ดุ๊กซาร์วิตส์แห่งรัสเซีย ในปี ๒๔๓๓
      จากการที่ใช้ไม้ก่อสร้างทั้งหลัง ขณะที่กำลังซ่อมแซมพระที่นั่งองค์ต่างๆ ภายในพระราชวังบางปะอิน ณ วันศุกร์ที่ ๙ ธันวาคม ๒๔๘๑ พระที่นั่งองค์นี้ได้รับความเสียหายถูกไฟไหม้หมด คงเหลือแต่หอน้ำข้างองค์พระที่นั่ง ซึ่งสร้างด้วยสถาปัตยกรรมรูปแบบเดียวกัน
กระทั่งปี ๒๕๓๑ สำนักพระราชวังได้สร้างพระที่นั่งอุทยานภูมิเสถียรขึ้นมาใหม่ เพื่อใช้เป็นพิพิธภัณฑ์สำหรับจัดแสดงภาพเขียนและโบราณวัตถุ โดยอาศัยข้อมูลจากภาพถ่ายเก่าและจากคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่แถบนั้นที่ยังมีชีวิตอยู่ ด้วยการใช้ไม้มะฮอกกานีทาสีเขียวอ่อนสลับสีเขียวแก่ เลียนแบบให้เหมือนองค์เดิมทุกประการ
      เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์ปัจจุบันพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จทอดพระเนตรพระที่นั่งองค์ใหม่นี้ ได้ทรงมีแนวพระราชดำริว่า พระที่นั่งอุทยานภูมิเสถียรน่าจะใช้เป็นสถานที่รับรอง พระราชอาคันตุกะจากต่างประเทศ จึงทงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการปรับปรุงพระที่นั่งขึ้นใหม่ให้งดงามและโอ่โถงขึ้น โดยหม่อมหลวงท้าวเทวา เทวกุล ได้เป็นสถาปนิกออกแบบต่อเติมอาคารหลังใหม่เมื่อปี ๒๕๓๖ สร้างแล้วเสร็จในปี ๒๕๓๘ ด้วยรูปแบบสถาปัตยกรรมตะวันตกแบบเรอเนซองซ์ของฝรั่งเศส
      ในคราวที่สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ทรงเสด็จพระราชดำเนินเยือนยุโรปในตอนปลายรัชกาล ทั้งสองครั้งคือเมื่อปี ๒๔๔๐ และอีกครั้งในปี ๒๔๕๐ จากพระราชหัตถเลขาในพระราชนิพนธ์เรื่อง ไกลบ้าน หลายต่อหลายคราทีเดียวยามที่พระองค์ทอดพระเนตรพระราชวังประทับพักผ่อนฤดูร้อน ท่ามกลางแมกไม้รุกขชาติ ของพระเจ้าแผ่นดินยุโรป ไม่ว่าที่ใดก็ตาม พระองค์มักต้องทรงรำพึงในเชิงรฦก ถึงพระราชวังบางปะอิน คิมหันต์อุทยานอันแสนรมณีย์ ที่พระองค์เนรมิตขึ้นมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์
 
 
 
การเดินทางสู่ พระราชวังบางปะอิน
รถยนต์ หากมาจากกรุงเทพฯ ให้ใช้เส้นถนนพหลโยธิน พอมาถึงประตูน้ำพระอินทร์แล้วให้ข้าม
สะพานวงแหวนรอบนอกจะมีทางแยกโดยให้เลี้ยวซ้ายประมาณบริเวณกิโลเมตรที่ 35 ไปพระราชวังบางปะ
อินเป็นระยะทางประมาณ 7 กิโลเมตร หรือจะผ่านเข้ามายังตัวเมืองอยุธยาพอมาถึงเจดีย์วัดสามปลื้ม
(เจดีย์กลางถนน) ให้เลี้ยวซ้ายโดยผ่านวัดใหญ่ชัยมงคล วัดพนัญเชิง ตัวอำเภอบางปะอินพอมาถึงสถานี

รถไฟบางปะอินแล้วให้เลี้ยวขวาไปตามเส้นทางจนถึงพระราชวังบางปะอิน
รถโดยสารประจำทาง มีรถโดยสารธรรมดากรุงเทพฯ-บางปะอิน ออกจากสถานีขนส่งหมอชิต ถนน
กำแพงเพชร 2 ทุกวัน
รถไฟ สามารถขึ้นรถไฟจากสถานีรถไฟหัวลำโพงมายังสถานีรถไฟอำเภอบางปะอิน จากนั้นต่อรถ
สองแถว รถสามล้อเครื่อง หรือรถมอเตอร์ไซค์ไปยังพระราชวังบางปะอิน
พระราชวังบางปะอินเปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00-16.00 น.

อัตราค่าเข้าชม
ผู้ใหญ่ 30  บาท
เด็ก นักเรียน นิสิตนักศึกษา (ในเครื่องแบบ ต้องมีบัตรประจำตัวนักศึกษา) 20 บาท
พระภิกษุ สามเณร ไม่เสียค่าเข้าชม ชาวต่างประเทศ 50 บาท
 
 
 
 
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อได้ที่
สำนัก พระราชวังบางปะอิน โทร. (035) 261044, 261549
 
 
 

ข้อมูลหนังสือ
หน้าหลัก | ที่กิน | ท่องเที่ยว | ที่พักโรงแรม | ร้านค้าบริการ | เบอร์โทรสำคัญ | จุดวาง | แผนที่ท่องเที่ยว  | ดูดวง  | เว็บบอร์ด | ติดต่อเรา