หน้าหลัก เรารักอยุธยา ที่กิน อยุธยา ที่เที่ยว อยุธยา ที่พักโรงแรม อยุธยา ร้านค้าบริการ อยุธยา เบอร์โทรสำคัญ อยุธยา จุดวางนิตยสาร อยุธยา ดูดวง อยุธยา เว็บบอร์ด อยุธยา ติดต่อเรา อยุธยา
 

1 - 31 กรกฎาคม 2558
Work out @ 45
อยุธยาซิตี้พาร์ค ร่วมส่งเสริมการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่ดีแก่ประชาชน กับการจัดกิจกรรม Work out @ 45 การเต้นแอโรบิค ทุกวันจันทร์, พุธ และศุกร์ ตั้งแต่เวลา17.30–18.30 น. Event Park ลานจอดรถด้านหลัง อยุธยาซิตี้พาร์ค โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น
  
--------------
 
2-26 กรกฎาคม 2558
โรบินสันชวนคุณเพิ่มพื้นที่ความสุข เติมเต็มจินตนาการให้เจ้าตัวเล็ก ในรายการ All about kids สินค้าเด็ก ของเล่นเด็ก และของใช้เด็กอ่อน ลดสูงสุด 30%  พิเศษ! Mom's Club รับส่วนลดเพิ่ม 5% เมื่อช้อปสินค้าเด็กอ่อนรับฟรี! จักรยานเด็กพับได้ มูลค่า 3,990.- เฉพาะผู้มียอดซื้อสูงสุด 20 ท่าน ที่ช้อปสินค้า F.O.F.และ SNAP โรบินสัน อยุธยาซิตี้พาร์ค
  
--------------
 
4 - 5 กรกฎาคม 2558
แข่งขันเครื่องเสียง
สำหรับคนชอบความแรงห้ามพลาด!! เครื่องเสียงกลางแจ้ง ในงาน “การแข่งขันเครื่องเสียงรถยนต์” เต็มเปี่ยมด้วยพลังเสียง สัมผัสทุกความบันเทิงในรถยนต์  สุดยอดทุกขุมพลังเสียง เก็บทุกรายละเอียด ตั้งแต่  วันที่ บริเวณ ลานจอดรถด้านหลัง Event Park อยุธยาซิตี้พาร์ค
 
--------------
 
7 - 23 กรกฎาคม 2558
Mix & Match
พบกับสินค้าคุณภาพ ราคาสุดคุ้มที่ขาช็อปไม่ควรพลาด อาทิเช่น กิ๊ฟช้อป, แว่นตา, กระเป๋า, เครื่องสำอาง, เครื่องแต่งกาย, เครื่องหนัง, น้ำหอม, ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว, รองเท้าและสินค้าอีกมาย บริเวณ ชั้น 1 แกรนด์ฮอลล์ อยุธยาซิตี้พาร์ค
 
--------------
 
9-12 กรกฎาคม 2558  
พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ เสด็จทรงเปิดงาน “ฝ้ายทอใจ” ครั้งที่ 8 เวลา 10.00 น. ณ ชั้น 1 อาคารพระมิ่งมงคลศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ อ. บางไทร จ. พระนครศรีอยุธยา
  
--------------
 
9 - 13 กรกฎาคม 2558
สุดยอดสินค้า ภูมิปัญญา ลุ่มน้ำเจ้าพระยาป่าสักสำนักงานพัฒนาชุมชน (จังหวัดอ่างทอง) จัดงาน “สุดยอดสินค้า ภูมิปัญญา ลุ่มน้ำเจ้าพระยาป่าสัก” นำผลิตภัณฑ์โอทอป ระดับ 5 ดาว มาจำหน่ายในราคาย่อมเยา อาทิ อาหารแปรรูป พืชผักสมุนไพร สินค้าหัตถกรรมและอีกมายมาย บริเวณ ชั้น 1 หน้าโรบินสัน อยุธยาซิตี้พาร์ค
 
-------------- 
 
16 กรกฎาคม 2558
ชีวิตเปี่ยมสุข
ขอเชิญเหล่ากัลยาณมิตรร่วมค้นหา “หลักประกันชีวิต” เป็นแนวทางปฏิบัติ โดยมีพระราชธรรมวาที (ชัยวัฒน์ ธมฺมวฑฺฒโน) วัดประยุรวงศาวาส กรุงเทพมหานคร เป็นผู้ชี้แนะในกิจกรรม “ชีวิตเปี่ยมสุข”ตั้งแต่เวลา 13.30 น.เป็นต้นไป บริเวณชั้น 2 หน้า “The Hall” Convention อยุธยาซิตี้พาร์ค สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและสำรองที่นั่ง ฟรี! โทร. 035-229234 ต่อ 116,127
 
--------------
 
30 กรกฎาคม 2558
ขอเชิญเที่ยวชมงาน “ประเพณีแห่เทียนพรรษาทางน้ำ  ณ คลองลาดชะโด 
จึงขอเชิญชวนให้ทุกท่านที่สนใจเดินทางท่องเที่ยวชมงานที่มีเอกลักษณ์และเป็นส่วนหนึ่งในการอนุรักษ์วัฒนธรรม ประเพณีไทย ย้อนรำลึกถึงอดีตอันรุ่งเรืองและทรงคุณค่าของชุมชนแห่งนี้ อีกทั้งยังมีการแสดงเพลงเรือซึ่งเป็นประเพณีพื้นถิ่นลาดชะโดอีกด้วย 
 
 
--------------

 
blog counter

พระราชวังบางประอิน

คิมหันต์อุทยานแห่งแรกขององค์ยุว
       ในบรรดาพระราชวังทั้งหมดที่สร้างขึ้น ตลอดช่วงรัชสมัยอันยาวนานกว่าสี่ทศวรรษ ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น "พระราชวังบางปะอิน"ถือว่าเป็นสถาปัตยกรรมที่รับเอาอิทธิพลตะวันตกเข้ามารุ่นแรกสุด เพราะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นในปี ๒๔๑๕ เมื่อทรงมีพระชันษาเพียง ๑๙ พรรษา หลังจากเสด็จครองราชย์ได้แค่ ๔ ปีเท่านั้น
      พระราชวังบางปะอินได้รับแรงดาลใจ มาจากพระราชวังทรงยุโรปที่เคยทอดพระเนตร ณ กรุงปัตตาเวียอย่างไม่ต้องสงสัย เนื่องจากปีที่เริ่มก่อสร้างพระราชวังบางปะอินนั้น เป็นปีรุ่งขึ้นภายหลังจากการเสด็จประพาสชวา และสิงคโปร์ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๔ เพียงปีเดียว
      ฉะนั้นพระราชวังบางปะอินจึงเป็นสถาปัตยกรรมที่ค่อนข้างบริสุทธิ์ ตอบสนองความใฝ่ฝันขององค์ยุวกษัตริย์ที่ปรารถนาจะยกระดับประเทศขึ้นสู่ความเป็น "ศิวิไลซ์" ทัดเทียมโลกตะวันตกรวมทั้งเพื่อนบ้าน บนเงื่อนไขของการที่ยังไม่เคยเสด็จประพาสยุโรปมาก่อน (ผิดกับการก่อสร้างพระราชวังดุสิตในตอนปลายรัชกาล) อีกทั้งยังไม่ได้มีการจ้างวานนายช่างชาวตะวันตกให้มาทำงานในราชสำนักสยาม (ผิดกับพระที่นั่งอีกหลายองค์ในช่วงกลางรัชกาล) การกำเนิดพระราชวังบางปะอิน จึงเป็นไปในลักษณะของการมอบหมายให้บริษัทรับเหมาของชาวต่างชาติ ซึ่งมีเพียงไม่กี่รายในยุคนั้น เป็นผู้ดำเนินการออกแบบและก่อสร้าง บริษัทนี้มีชื่อว่า Grassi Brothers & Co. มีนายโจคิม หรือจาโคโม กับนายอันโตนิโย กราซี สองพี่น้อง ซึ่งตั้งห้างอยู่ที่ฝั่งธนบุรีใกล้กับปากคลองสาน โดยพวกเขามีประสบการณ์ในสยามมาแล้วเป็นเวลา ๒ ปี ก่อนหน้าที่จะได้รับการไว้วางพระราชหฤทัย ให้ดำเนินการก่อสร้างพระราชวังบางปะอิน
      สัญชาติของพี่น้องตระกูลกราซีนี้ค่อนข้างคลุมเครือ เนื่องจากพวกเขาพูดภาษาอิตาเลียน และมีความเจนจัดในรูปแบบสถาปัตยกรรมของอิตาลีมากเป็นพิเศษ แต่แดนเกิดนั้นอยู่ในรอยต่อระหว่างจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี ซึ่งต่อมาตกเป็นของอิตาลี (ปัจจุบันกลายเป็นส่วนหนึ่งของสโลเวเนีย) เมื่อแรกเข้ามายังกรุงสยามพวกเขาถือสัญชาติออสเตรียน แต่แล้วในที่สุดก็ได้โอนสัญชาติเป็นคนบังคับของฝรั่งเศสเนื่องด้วยเหตุผลทางธุรกิจ อย่างไรก็ดี ในความรู้สึกของชาวไทยสมัยนั้น ยังคงมองว่าพี่น้องตระกูลนี้เป็นนายช่างอิตาเลียนอยู่นั่นเอง เห็นได้จากการเรียกพวกเขาว่า "ซินยอร์กราซี"
      ผลงานของซินยอร์กราซีในพระราชวังบางปะอิน ปรากฏอยู่ที่พระที่นั่งวโรภาษพิมาน สภาคารราชประยูร ประตูเทวราชครรไล และพระที่นั่งฝ่ายในบางองค์ รวมทั้งวัดนิเวศธรรมประวัติ บนเกาะบางปะอินอีกฟากหนึ่ง ส่วนที่เหลือเป็นพระที่นั่งทรงไทยประเพณี จีน ญี่ปุ่น และแบบผสม ซึ่งเป็นผลงานของนายช่างคนอื่น
      เนื่องจากพระราชวังบางปะอินประกอบด้วยพระที่นั่งมากมายหลายหลัง ในตอนแรกนี้ขอนำเสนอพระที่นั่งหลักสามหลังก่อน อันได้แก่ พระที่นั่งไอศวรรย์ทิพย์อาสน์ พระที่นั่งวโรภาษพิมาน และพระที่นั่งอุทยานภูมิเสถียร
 
 
พระที่นั่งไอศวรรย์ทิพย์อาสน์ Master Piece ของเครื่องไม้ไทย 
พระที่นั่งแห่งนี้อาจถือได้ว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งความภาคภูมิใจ ของงานช่างไทย จัดเป็นงานชิ้นเยี่ยมระดับ Master Piece แห่งกรุงรัตนโกสินทร์เลยทีเดียว เคยได้รับการจำลองแบบไปแสดงในงานมหกรรมนานาชาติ (Expositions Universelles) ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๑ ซึ่งนาน ๆ ทีสถาปัตยกรรมแถบอุษาคเนย์จะได้รับคัดเลือกให้ไปร่วมงานระดับโลกเช่นนี้
      ไอศวรรย์ทิพย์อาสน์เป็นพระที่นั่งที่ปลูกสร้างใหม่กลางสระน้ำ ภายใต้ชื่อเดิมถึงสามครั้งสามคราว คราวแรกในรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง แห่งกรุงศรีอยุธยา เมื่อปี ๒๑๗๕ พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระที่นั่งไอศวรรย์ทิพย์อาสน์ขึ้น เพื่อเฉลิมฉลองการที่พระราชเทวีประสูติพระนารายณ์ราชกุมาร มูลเหตุแห่งการทรงเลือกเอา "เกาะบางนางอิน" หรือ "บางปะนางอิน" ซึ่งตั้งอยู่ทางใต้ของราชธานีศรีอยุธยามาเป็นพระราชนิเวศน์นั้น เนื่องมาจากพระเจ้าปราสาททองประสูติบนเกาะนี้ (ทรงเป็นพระราชโอรสของสมเด็จพระเอกาทศรถ กับหญิงชาวบ้านชื่อนางอิน)
      คราวที่ ๒ เป็นการบูรณปฏิสังขรณ์ใหม่ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในปี ๒๓๙๔ เมื่อตอนเสด็จประพาสราชธานีเก่าอยุธยา พระองค์ทรงสังเวชสลดพระราชหฤทัยในสภาพของเกาะที่ถูกลืม พบซากวังเก่าถูกทิ้งร้างรกเรื้อ บนเกาะบางนางอินอยู่นานกว่าสองศตวรรษ นับแต่ครั้งเสียกรุง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้แผ้วถางขุดลอกสระ และก่อสร้างปราสาทเครื่องไม้ขึ้นใหม่ทับที่องค์ก่อน ภายใต้พระนามเดิมว่า "ไอศวรรย์ทิพย์อาสน์"
 ทว่าพระที่นั่งไอศวรรย์ทิพย์อาสน์องค์ที่เห็นในปัจจุบัน เป็นผลงานที่สร้างขึ้นใหม่อีกครั้งภายใต้พระราชบัญชาขององค์ยุวกษัตริย์ รัชกาลที่ ๕ เมื่อปี ๒๔๑๙ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รื้อพลับพลาไม้องค์เก่าออก แล้วขยายสระน้ำนอกกำแพงพระราชวังชั้นในให้กว้างใหญ่ขึ้น จากนั้นจึงปลูกพลับพลาโถงเครื่องไม้หลังใหม่ ขนาดใหญ่กว่าเดิมกลางสระน้ำ เฉลิมพระนามเดิมว่า พระที่นั่งไอศวรรย์ทิพย์อาสน์
      รูปแบบสถาปัตยกรรมของพระที่นั่งกลางน้ำหลังนี้ จำลองแบบมาจากพระที่นั่งอาภรณ์ภิโมกข์ปราสาท ตั้งอยู่นอกกำแพงแก้วใกล้พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง (เป็นพลับพลาที่ใช้ในการส่งเสด็จและใช้ในการโสกันต์) ซึ่งสร้างในสมัยรัชกาลที่ ๔ ถือว่ามีความงามเป็นเลิศทั้งด้านทรวดทรงและรายละเอียดการตกแต่งทางสถาปัตยกรรม กล่าวคือมีลักษณะเป็นพลับพลาโถงแบบปราสาทจตุรมุขลดชั้น หลังคาเป็นเครื่องยอดทรงมณฑปจอมแห
      เดิมในสมัยรัชกาลที่ ๕ ทรงใช้พระที่นั่งองค์นี้เป็นที่บำเพ็ญพระราชกุศลและประทับพักผ่อน ปัจจุบันใช้เป็นที่ประดิษฐาน พระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หล่อด้วยสำริด ฉลองพระองค์เต็มยศจอมพลทหารบก ขนาดเท่าองค์จริง
      ณ วันนี้พระที่นั่งไอศวรรย์ทิพย์อาสน์ ได้กลายเป็นจุดเด่น หรือสัญลักษณ์สำคัญที่สุดยามเอ่ยถึงพระราชวังบางปะอิน เนื่องจากเป็นสถาปัตยกรรมไทยเพียงหลังเดียว ที่ตั้งอยู่อย่างโดดเด่นท่ามกลางภูมิทัศน์อันร่มรื่น ของมวลพฤกษชาติ กอปรด้วยไม้มงคลและไม้ผล ได้แก่ ต้นประดู่ขนาดใหญ่อายุร้อยปีกว่า และต้นมะม่วง นอกจากนี้ฉากหลังยังรายล้อมด้วยสถาปัตยกรรมแบบ

พระที่นั่งวโรภาษพิมาน จากวิหารกรีกสู่ท้องพระโรง
ถัดจากประตูเทวราชครรไลเข้ามาสู่เขตพระราชฐานชั้นนอก จะพบสถาปัตยกรรมแบบยุโรปทาสีส้มแซมเขียวหลังงามองค์หนึ่ง จัดเป็นพระที่นั่งประธานท่ามหมู่พระที่นั่งทั้งหมดในพระราชวังบางปะอิน เป็นผลงานการออกแบบและก่อสร้างของนายช่างอิตาเลียนนาม ซินยอร์กราซี (มิสเตอร์กราซี) ซึ่งดำเนินการก่อสร้างจนแล้วเสร็จเมื่อปี ๒๔๑๙ พร้อม ๆ กับพระที่นั่งไอศวรรย์ทิพย์อาสน์
      ซินยอร์กราซีเลือกเอาศิลปะนีโอคลาสสิก ในรูปแบบนีโอเรอเนซองซ์ ซึ่งกำลังได้รับความนิยมอยู่ทั่วโลกในขณะนั้น มาใช้กับพระที่นั่งองค์นี้ หัวใจของสถาปัตยกรรมสมัยนีโอคลาสสิกก็คือ การหวนกลับไปเลียนแบบความรุ่งโรจน์แห่งอดีตในยุคคลาสสิก "กรีก-โรมัน" ดังปรากฏที่มุขด้านหน้าของพระที่นั่งได้ทำเลียนแบบวิหารของกรีกสมัยเฮเลนนิสติก (หรือกรีกตอนปลาย) นั่นคือการใช้หัวเสาแบบโยนิก (ตกแต่งด้วยวงโค้งก้านขด) และหัวเสาแบบคอรินเธียน (เป็นรูปใบอะคันธัสซ้อนกันหลายชั้น) รองรับหน้าบันรูปสามเหลี่ยมหน้าจั่ว ในขณะเดียวกันก็ได้มีการนำเอาศิลปะเรอเนซองซ์สกุลช่างฝรั่งเศส มาผสมผสานด้วยในส่วนของหอคอยขนาดย่อมที่มีหลังคาทรงพีระมิดตัด ปลายยอดเป็นมงกุฎซึ่งประดับอยู่ตามมุมอาคาร ทั้งนี้ซินยอร์กราซีคงเห็นว่า ลำพังเพียงแค่ชาลามุขแบบนีโอคลาสสิกกรีกนั้น ยังดูไม่หรูหราพอสำหรับสถานภาพของ "ท้องพระโรง"
      พระที่นั่งวโรภาษพิมานมีความสูงเพียงชั้นเดียว ลักษณะเป็นห้องโถงแบบใช้รับรองแขก ปัจจุบันยังคงใช้เป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ในคราวเสด็จแปรพระราชฐาน
      สำหรับการตกแต่งภายในของพระที่นั่งวโรภาษพิมานนั้น เป็นผลงานการออกแบบของหม่อมเจ้าประวิช ชุมสาย ภายในมีสิ่งที่น่าดูน่าชมคือ อาวุธโบราณ ตุ๊กตาหินสลักด้วยงานฝีมือประณีต ภาพเขียนสีน้ำอิงพระราชพงศาวดาร ภาพเขียนจากวรรณคดีไทยเรื่อง อิเหนา พระอภัยมณี สังข์ทอง จันทโครพ และสิ่งประดับอันล้ำค่ายิ่ง ได้แก่ แจกันสลับสีเขียนลายทองขนาดใหญ่ฝีมือช่างชิ้นเอกอุของญี่ปุ่น เกาหลี ซึ่งล้วนเป็นของบรรณาการแด่องค์ยุวกษัตริย์ทั้งสิ้น

พระที่นั่งอุทยานภูมิเสถียร อาลัยชาเลต์สวิส
ถัดจากพระที่นั่งวโรภาษพิมานเข้ามาทางด้านตะวันออกของสระ จะพบพระที่นั่งขนาดใหญ่ชื่อว่า "อุทยานภูมิเสถียร" ซึ่งเป็นพระที่นั่งอีกองค์หนึ่งที่มีประวัติการสร้างใหม่ ทับซ้ำพระที่นั่งองค์เดิมหลายครั้งหลายครา
      คราวแรกสุดเคยมีลักษณะเป็นเรือนไม้สองชั้นแบบชาเลต์สวิส ซึ่งองค์ยุวกษัตริย์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนเรศวรฤทธิ์ออกแบบเมื่อปี ๒๔๒๐ เพื่อใช้เป็นที่ประทับพักผ่อน ในช่วงต้นรัชกาลองค์ยุวกษัตริย์ เสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐาน มาประทับที่นี่ปีละถึงสามครั้ง
      นอกจากนี้ยังโปรดให้ใช้เป็นที่รับรองพระราชอาคันตุกะจากต่างประเทศอีกด้วย อาทิ ใช้รับรองดุ๊กและดัชเชสโยฮัน อัลเบรตแห่งเยอรมนี และแกรนด์ดุ๊กซาร์วิตส์แห่งรัสเซีย ในปี ๒๔๓๓
      จากการที่ใช้ไม้ก่อสร้างทั้งหลัง ขณะที่กำลังซ่อมแซมพระที่นั่งองค์ต่างๆ ภายในพระราชวังบางปะอิน ณ วันศุกร์ที่ ๙ ธันวาคม ๒๔๘๑ พระที่นั่งองค์นี้ได้รับความเสียหายถูกไฟไหม้หมด คงเหลือแต่หอน้ำข้างองค์พระที่นั่ง ซึ่งสร้างด้วยสถาปัตยกรรมรูปแบบเดียวกัน
กระทั่งปี ๒๕๓๑ สำนักพระราชวังได้สร้างพระที่นั่งอุทยานภูมิเสถียรขึ้นมาใหม่ เพื่อใช้เป็นพิพิธภัณฑ์สำหรับจัดแสดงภาพเขียนและโบราณวัตถุ โดยอาศัยข้อมูลจากภาพถ่ายเก่าและจากคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่แถบนั้นที่ยังมีชีวิตอยู่ ด้วยการใช้ไม้มะฮอกกานีทาสีเขียวอ่อนสลับสีเขียวแก่ เลียนแบบให้เหมือนองค์เดิมทุกประการ
      เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์ปัจจุบันพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จทอดพระเนตรพระที่นั่งองค์ใหม่นี้ ได้ทรงมีแนวพระราชดำริว่า พระที่นั่งอุทยานภูมิเสถียรน่าจะใช้เป็นสถานที่รับรอง พระราชอาคันตุกะจากต่างประเทศ จึงทงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการปรับปรุงพระที่นั่งขึ้นใหม่ให้งดงามและโอ่โถงขึ้น โดยหม่อมหลวงท้าวเทวา เทวกุล ได้เป็นสถาปนิกออกแบบต่อเติมอาคารหลังใหม่เมื่อปี ๒๕๓๖ สร้างแล้วเสร็จในปี ๒๕๓๘ ด้วยรูปแบบสถาปัตยกรรมตะวันตกแบบเรอเนซองซ์ของฝรั่งเศส
      ในคราวที่สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ทรงเสด็จพระราชดำเนินเยือนยุโรปในตอนปลายรัชกาล ทั้งสองครั้งคือเมื่อปี ๒๔๔๐ และอีกครั้งในปี ๒๔๕๐ จากพระราชหัตถเลขาในพระราชนิพนธ์เรื่อง ไกลบ้าน หลายต่อหลายคราทีเดียวยามที่พระองค์ทอดพระเนตรพระราชวังประทับพักผ่อนฤดูร้อน ท่ามกลางแมกไม้รุกขชาติ ของพระเจ้าแผ่นดินยุโรป ไม่ว่าที่ใดก็ตาม พระองค์มักต้องทรงรำพึงในเชิงรฦก ถึงพระราชวังบางปะอิน คิมหันต์อุทยานอันแสนรมณีย์ ที่พระองค์เนรมิตขึ้นมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์
 
 
 
การเดินทางสู่ พระราชวังบางปะอิน
รถยนต์ หากมาจากกรุงเทพฯ ให้ใช้เส้นถนนพหลโยธิน พอมาถึงประตูน้ำพระอินทร์แล้วให้ข้าม
สะพานวงแหวนรอบนอกจะมีทางแยกโดยให้เลี้ยวซ้ายประมาณบริเวณกิโลเมตรที่ 35 ไปพระราชวังบางปะ
อินเป็นระยะทางประมาณ 7 กิโลเมตร หรือจะผ่านเข้ามายังตัวเมืองอยุธยาพอมาถึงเจดีย์วัดสามปลื้ม
(เจดีย์กลางถนน) ให้เลี้ยวซ้ายโดยผ่านวัดใหญ่ชัยมงคล วัดพนัญเชิง ตัวอำเภอบางปะอินพอมาถึงสถานี

รถไฟบางปะอินแล้วให้เลี้ยวขวาไปตามเส้นทางจนถึงพระราชวังบางปะอิน
รถโดยสารประจำทาง มีรถโดยสารธรรมดากรุงเทพฯ-บางปะอิน ออกจากสถานีขนส่งหมอชิต ถนน
กำแพงเพชร 2 ทุกวัน
รถไฟ สามารถขึ้นรถไฟจากสถานีรถไฟหัวลำโพงมายังสถานีรถไฟอำเภอบางปะอิน จากนั้นต่อรถ
สองแถว รถสามล้อเครื่อง หรือรถมอเตอร์ไซค์ไปยังพระราชวังบางปะอิน
พระราชวังบางปะอินเปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00-16.00 น.

อัตราค่าเข้าชม
ผู้ใหญ่ 30  บาท
เด็ก นักเรียน นิสิตนักศึกษา (ในเครื่องแบบ ต้องมีบัตรประจำตัวนักศึกษา) 20 บาท
พระภิกษุ สามเณร ไม่เสียค่าเข้าชม ชาวต่างประเทศ 50 บาท
 
 
 
 
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อได้ที่
สำนัก พระราชวังบางปะอิน โทร. (035) 261044, 261549
 
 
 

ข้อมูลหนังสือ
หน้าหลัก | ที่กิน | ท่องเที่ยว | ที่พักโรงแรม | ร้านค้าบริการ | เบอร์โทรสำคัญ | จุดวาง | แผนที่ท่องเที่ยว  | ดูดวง  | เว็บบอร์ด | ติดต่อเรา